ReadyPlanet.com
dot
dot
งานจดทะเบียน
dot
bulletจดพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์
bulletค้นหาและจองชื่อนิติบุคคล
dot
บัญชี
dot
bulletแจ้งการทำบัญชีของผู้ทำบัญชี
bulletสภาวิชาชีพบัญชี
bulletตรวจค้นหาหมวดหมู่ธุรกิจ
bulletตรวจค้นข้อมูลธุรกิจ
bulletขอหนังสือรับรอง/ขอสำเนารับรอง
bulletค้นข้อมูลผู้ทำบัญชี
bulletตรวจค้นหลักสูตรCPD
dot
สอบบัญชี
dot
bulletแจ้งสอบบัญชีกรมพัฒนาธุรกิจ
bulletแจ้งสอบบัญชีกรมสรรพากร
bulletผู้ตรวจสอบและรับรองTA
bulletตรวจสอบข้อมูลผู้สอบบัญชี
bulletสถิติของผู้สอบบัญชี
dot
กฎหมาย
dot
bulletว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท
bulletว่าด้วยความผิดห้างฯและบริษัท
dot
งานด้านภาษีอากร
dot
bulletขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
bulletจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
bulletจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
bulletยื่นแบบภาษีทางอินเตอร์เน็ต
bulletประมวลรัษฎากร Online
bulletค้นหาข้อหารือภาษีอากร
bulletคำพิพากษาฏีกา
bulletคำสั่งกรมสรรพากร
bulletกฎหมายออกใหม่
bulletหมายเลขโทรศัพท์สรรพากร
bullet::ปฎิทินภาษีอากร::
dot
งานด้านประกันสังคม
dot
bulletความรู้เรื่องประกันสังคม
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletแบบฟอร์มงานประกันสังคม
bulletสิทธิประโยชน์ประกันสังคม
bulletสิทธิประโยชน์กองทุนทดแทน
bulletรายชื่อสถาพยาบาลของประกันสังคม
dot
108 พันเก้า
dot
bulletSetTrade.com
bulletUOB Broker
bulletรายงานราคาทองคำ
bulletราคาทองคำ
bulletค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
bulletจองตั๋วเครื่องบิน
bulletตรวจผลสลากกินแบ่ง
bulletตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์
bulletReadyPlanet
dot
หนังสือพิมพ์
dot
bulletหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
bulletหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
bulletหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก
bulletหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
bulletหนังสือพิมพ์สายกลาง
dot
Download
dot
bulletDownload เอกสารภาษี
bulletDownload เอกสารบัญชี
dot
Newsletter

dot


ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ
มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์
Call Center สำหรับ SME
ShawAccountingOffice


วิทยาศาสตร์ที่แท้ บทสัมภาษณ์ เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า

อดีตท่านเป็นฮินดู ปัจจุบันเจริญรอยตามเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ
เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า

เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า ได้เปิดสอนการทำสมาธิแบบวิปัสสนามาถึง ๓๑ ปีแล้ว และบางทีสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็คือ คอร์ส อบรมภาวนาสำหรับผู้เริ่มต้นแบบเข้มข้น ๑๐ วันของเขา ซึ่งการอบรมนี้เปิดฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในทุก ๆ ศูนย์อบรมที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก โดยศูนย์เหล่านี้อยู่ได้โดยเงินบริจาคจากผู้ศรัทธา

เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า ถือกำเนิดในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับการฝึกสอน โดยอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน ผู้มีชื่อเสียง คือ ท่านสะยาดี อู บา ขิ่น (พ.ศ. ๒๔๔๒–๒๕๑๔) หลังจากฝึกฝนปฏิบัติอยู่นานถึง ๑๔ ปี เขาก็ยกเลิกการใช้ชีวิต ในฐานะ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ หันมาอุทิศตัวให้กับการเผยแผ่การทำสมาธิภาวนา ถึงวันนี้เขาเป็นผู้ดูแลองค์กร ที่รวมเอาศูนย์อบรมภาวนาที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า ๘๐ แห่ง และยังเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ในการนำเอาการเจริญภาวนาเข้าไปในเรือนจำ โดยครั้งแรกเริ่มที่ประเทศอินเดีย และต่อมาก็กระจายไปในหลาย ๆ ประเทศ ทางองค์กรประมาณการว่า มีนักโทษเป็นจำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ คน ที่เคยเข้าคอร์สอบรมภาวนา ๑๐ วัน ในจำนวนนี้รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเอาไว้ด้วย

เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า เดินทางมาเยือนมหานครนิวยอร์ค เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดสันติภาพโลก ที่ตึกสำนักงานสหประชาชาติ เมื่อฤดูใบไม้ร่วง ปี ๒๕๔๓ ที่ผ่านมา บทสัมภาษณ์ที่ปรากฏอยู่นี้สัมภาษณ์โดย เฮเลน ทวอคอฟ

วิทยาศาสตร์ที่แท้    บทสัมภาษณ์ เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า
กองบรรณาธิการ – แปล


มีบางคนบอกว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นหลักปฏิบัติ เฉพาะในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สำหรับคนนอกแล้ว วิธีปฏิบัติอันนี้ ถือเป็นสายสืบทอดสายหนึ่ง ที่มีแบบฉบับเป็นของตัวเอง ไม่ทราบว่า คุณใช้คำนี้ในรูปลักษณ์เช่นไร?

วิปัสสนากรรมฐานย่อมถือเป็นสายสืบทอดได้สายหนึ่ง แต่เป็นสายสืบทอด ที่ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับเรื่องนิกายทางศาสนา สำหรับผมแล้วผมถือว่า พระพุทธองค์ไม่เคยทรงก่อตั้งนิกายใด ๆ เมื่อตอนที่ผมพบกับ “ครู” ของผม คือ ท่านสะยาคี อู บา ขิ่น (Sayagyi U Ba Khin) ท่านถามผมสองสามคำถามเท่านั้นเอง ท่านถามว่า ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำชาวฮินดู ผมมีข้อคัดค้านใด ๆ หรือไม่ในเรื่องการถือศีล มีข้อคัดค้านในเรื่องการถือศีลอย่างไรหรือ? คุณจะถือปฏิบัติในสิกขาบทได้อย่างไร หากคุณไม่รู้จักควบคุมจิตใจ ท่านพูดว่า ฉันจะสอนคุณให้เข้าใจเรื่องศีลโดยการควบคุมจิต ฉันจะสอนการทำสมาธิให้คุณ ๆ มีอะไรคัดค้านหรือไม่? มีอะไรคัดค้านด้วยหรือในการทำสมาธิ? แล้วท่านก็บอกว่า โดยตัวมันเองก็ไม่มีอะไร เพราะในระดับภายนอก สมาธิจะชำระจิตใจของคุณให้บริสุทธิ์ ส่วนในระดับภายในที่ลึกลงไปนั้น มีความซับซ้อนซึ่งเป็นเรื่องของอุปนิสัยสันดาน ซึ่งไม่สามารถแก้ได้ด้วยสมาธิ ฉันจะสอนคุณเกี่ยวกับปัญญา ซึ่งจะนำพาคุณไปสู่มิติด้านลึกของจิตใจ ฉันจะสอนให้คุณรู้จักความลุ่มลึกของจิต อันเป็นที่ ๆ มลทินเศร้าหมองทั้งหลายถือกำเนิด เพิ่มจำนวน และถูกเก็บกักสั่งสมไว้ เพื่อว่าคุณจะสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้

ดังนั้นเมื่อครูของผมบอกผมว่า ฉันจะสอนคุณสามอย่างนี้เท่านั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรอีก ผมจึงบอกว่า ขอให้ผมได้ทดลองดู

 

ด้วยการเฝ้าดูจิต ศีลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตอนที่ผมเริ่มศึกษาการเจริญภาวนาแบบวิปัสสนานั้น ผมเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นศาสดาของศาสนา แต่พระองค์เป็นยอดแห่งนักวิทยาศาสตร์ เป็นยอดแห่งนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ เมื่อท่านตรัสสอนเรื่องศีลธรรม ประเด็นก็มีอยู่ว่า พวกเรานั้นต่างก็เป็นมนุษย์ มีชีวิตอยู่ในสังคมของมนุษย์ และพวกเราก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการให้ร้ายต่อสังคม ซึ่งเป็นเรื่องจริงทีเดียว และต่อมาในฐานะที่ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ พระองค์ได้ตรัสไว้ที่นี่ด้วยว่า เมื่อเราทำร้ายใครสักคนหนึ่ง หรือเมื่อเรากระทำความชั่วใด ๆ ก็ตาม ตัวเราเองคือคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อ คุณทำร้ายตัวคุณเองเป็นอันดับแรก แล้วต่อมาก็ทำร้ายคนอื่น ๆ ทันทีที่กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ ธรรมชาติของคุณจะปรากฏในลักษณะที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นทุกข์สิ้นหวัง เหล่านี้คือสิ่งที่วิปัสสนากรรมฐานได้สอนผม

หมายถึงว่า เมื่อคุณเห็นกิเลสกำลังก่อให้เกิดความกังวลความปวดร้าวต่อตัวคุณเอง สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศีล และของความกรุณา

หากคุณสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้มาเป็นความกรุณา ความจริงอีกอย่างหนึ่งจะปรากฏชัดยิ่งขึ้น แทนที่จะผลิตแต่ความโกรธ ความเกลียด ความทะยานอยาก หรือความกลัว ความเป็นตัวกู ผมหันมาสร้างความรัก ความกรุณา ความเป็นมิตรไมตรี ธรรมชาติก็จะเริ่มให้รางวัลแก่ตัวฉัน ฉันจะรู้สึกถึงศานติสุข เต็มไปด้วยความลงตัวกลมกลืนในภายใน เช่นเดียวกัน เมื่อผมทำจิตใจของผมให้เศร้าหมองผมก็จะได้รับการลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อผมหันมาชำระจิตใจของผมเองให้บริสุทธิ์ ผมก็จะได้รับรางวัลครั้งแล้วครั้งเล่า


ในระหว่าง ๑๐ วันของคอร์สอบรมวิปัสสนากรรมฐานนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

กระบวนการทั้งหมดก็คือการตระหนักรู้อย่างทั่วถ้วน เป็นกระบวนการแห่งการตระหนักรู้ตนเอง เป็นสัจจะที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยตัวเอง ภายในตนเอง ไม่ใช่เกมทางพุทธิปัญญา ไม่ใช่เกมทางอารมณ์หรือการทุ่มเทอุทิศตน “โอ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า… ประเสริฐยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมขอยอมรับ” มันเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ผมต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวผม สัจจะที่อยู่ภายในตัวผม เราเริ่มด้วยลมหายใจ ดูไปก็เหมือนเป็นเรื่องความคิดทางกายภาพ มีลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ในระดับที่ลึกลงไปนั้นลมหายใจนี้เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับจิตใจ กับมลทินที่อยู่ในจิตใจ ขณะที่เรากำลังเจริญสมาธิ ขณะที่เรากำลังสังเกตดูลมหายใจ จิตใจก็จะเริ่มเร่ร่อนออกไปที่นั่นที่นี่ บ้างก็เป็นความทรงจำในอดีต บ้างก็เป็นความคิดในอนาคต ในทันทีนั้นสิ่งที่เราสังเกตเห็นก็คือ ลมหายใจได้สูญเสียความปกติของมันไปเสียแล้ว ซึ่งมันอาจจะหายใจแรงไปนิดหนึ่ง หรือไม่ก็เร็วไปนิดหนึ่ง และทันทีที่ความไม่บริสุทธิ์นั้นหายไป ลมหายใจก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง สิ่งนี้หมายความว่า ลมหายใจนั้นเชื่อมโยงอยู่กับจิตใจอย่างแน่นแฟ้น และไม่เพียงแต่จิตใจเท่านั้น ลมหายใจยังเชื่อมโยงกับความไม่บริสุทธิ์แห่งจิตใจอีกด้วย ดังนั้น พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อทำการทดลอง เพื่อสืบค้นตรวจสอบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวเรา ในขั้นที่ลึกไปกว่านั้นเราจะพบว่าจิตใจนั้นส่งผลต่อร่างกายที่ระดับความรู้สึก

 

ในฐานะที่ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ พระองค์ได้ตรัสไว้ที่นี่ด้วยว่า เมื่อเราทำร้ายใครสักคนหนึ่ง หรือเมื่อเรากระทำความชั่วใดๆ ก็ตาม ตัวเราเองคือคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อ คุณทำร้ายตัวคุณเองเป็นอันดับแรก แล้วต่อมาก็ทำร้ายคนอื่นๆ ทันทีที่กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ ธรรมชาติของคุณ จะปรากฏในลักษณะที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นทุกข์สิ้นหวัง เหล่านี้คือสิ่งที่ วิปัสสนากรรมฐานได้สอนผม

 

 สิ่งนี้นำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่อีกอันหนึ่ง นั่นก็คือ คุณไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัตถุภายนอก ตัวอย่างเช่น ผมได้ยินเสียงและพบว่าเป็นเสียงที่กำลังยกยอผม หรือไม่ก็เป็นเสียงที่กำลังว่าร้ายผม ผมจึงโกรธ คุณกำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อถ้อยคำที่คุณได้ยินอย่างแจ่มชัด ซึ่งก็ใช่ แล้วก็จริง คุณกำลังตอบสนองอยู่จริง แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคุณกำลังมีปฏิกิริยาต่อความรู้สึก ซึ่งเป็นความรู้สึกทางกาย นั่นก็คือเมื่อคุณรับความรู้สึกทางกาย ขณะที่จิตใจของคุณประกอบด้วยอวิชชา จิตใจของคุณก็จะถูกทำให้เศร้าหมองด้วยตัณหาความอยาก ด้วยความเกลียดชัง ความโลภ หรือไม่ก็ความโกรธ นั่นก็เพราะว่าคุณไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น

 


เมื่อคุณได้ยินคำยกย่องสรรเสริญหรือคำกล่าวร้าย สิ่งนี้เป็นการตอบสนองที่กลั่นกรองมาจากจิตใจ ที่ส่งไปยังความรู้สึกทางร่างกาย หรือว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกัน?

 

มันเกิดขึ้นเป็นลำดับตามกันไป แต่ก็เร็วมากจนคุณไม่สามารถแยกมันออกจากกันได้ เร็วมากทีเดียว! ในบางครั้งคุณสามารถตระหนักรู้มันได้โดยอัตโนมัติ “ดูสิ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ผมโกรธแล้วนะ” และผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็จะพูดทันทีว่า “โอ ความเกลียดมากเหลือเกิน! มีความเกลียดชังมากเหลือเกินในร่างกายของเรา ร่างกายสั่นระรัวมากขึ้น… โอ ความทุกข์ ฉันรู้สึกเป็นทุกข์”

หากคุณไม่ได้พิจารณาถึงความรู้สึกทางร่างกาย นั่นก็จะเป็นเพียงว่าคุณกำลังอยู่ในระดับความคิดทางพุทธิปัญญาเท่านั้น คุณอาจจะพูดว่า “ความโกรธไม่ดี” หรือ “ความกำหนัดไม่ดี” หรือ “ความกลัวไม่ดี” ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิด เป็นเพียงคำสอนทางศีลธรรมที่คุณได้ยินในวัยเด็ก ก็ดีอยู่ มันก็ช่วยได้บ้าง แต่เมื่อคุณหันมาปฏิบัติ คุณจะเข้าใจว่าทำไมสิ่งเหล่านั้นมันไม่ดี ไม่เพียงแต่การที่ฉันทำร้ายผู้อื่นด้วยการสร้างกิเลสประเภทความโกรธ ความอยาก ความกลัว ความชั่วร้าย ฉันทำร้ายตัวเองด้วยในขณะเดียวกัน

การเจริญวิปัสสนาคือการสังเกตพิจารณาความจริง อาศัยลมหายใจผมกำลังสังเกตดูความเป็นจริงในระดับพื้นผิวหรือเปลือกนอก การทำเช่นนี้จะนำผมไปสู่ระดับที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป ภายในเวลา ๓ วันจิตใจก็จะเฉียบแหลมว่องไวยิ่งขึ้นเนื่องจากคุณกำลังสังเกตดูความเป็นจริงอยู่ นี่ไม่ใช่การจินตนาการ ไม่ใช่ปรัชญาหรือการคิด แต่เป็นสัจจะความจริง เป็นลมหายใจ เป็นสัจจะของลมหายใจ ลุ่มลึก หรือตื้นเขิน จิตจะเริ่มเฉียบแหลมยิ่งขึ้นเสมือนว่า บริเวณพื้นที่รอบ ๆ รูจมูก คุณจะเริ่มรู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาทางชีวเคมีบางอย่าง ซึ่งหมายถึงความรู้สึกทางกายภาพบางอย่างนั่นเอง สิ่งนี้จะมีอยู่สม่ำเสมอทั่วตลอดทั้งเรือนร่าง แต่เมื่อจิตใจนั้นหยาบเกินไป มันจึงรับรู้ได้แต่เฉพาะความรู้สึกที่หยาบ ๆ เช่น ความเจ็บปวด หรืออะไรที่คล้าย ๆ กันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความรู้สึกอีกหลากหลายชนิดที่จิตใจของเรายังไม่สามารถรับรู้มันได้

 

ขอให้คุณช่วยอธิบายถึงการสร้างปัญญาสักหน่อยได้มั้ย? ความรู้แจ้งกับปัญญาเป็นสิ่งเดียวกันใช่หรือไม่?

เหมือนกัน สองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน การรู้แจ้งไม่ใช่ความพยายามที่จะเข้าใจความเป็นจริงภายในเพียงแค่ระดับพุทธิปัญญาเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ผมเข้าใจมันในระดับผ่านประสบการณ์ร่วม สำหรับใครก็ตามที่ชื่นชมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย การรู้อย่างนี้เป็นเพียงระดับความคิดเท่านั้น ใช่แล้ว สรรพสิ่งทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดที่คงอยู่ยั่งยืน เป็นจริงทีเดียว แต่นี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่เมื่อผมมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ผมเริ่มต้นจับความรู้สึก ดูว่า ความรู้สึกทางกายเกิดขึ้น แล้วก็จะอาศัยอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วก็จะผ่านไป ไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดไป

และหลังจากสี่ ห้า หรือหกวันผ่านไป ความรู้สึกทางร่างกายเหล่านี้ก็จะหายไป ทั่วตลอดทั้งร่างกายนี้จะไม่มีความเป็นก้อนแข็ง ๆ อีกต่อไป จะเหลือก็แต่การสั่นสะเทือน เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ประณีตอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้เราก็จะสัมผัสกับประสบการณ์ของความเป็นอนิจจัง จุดประสงค์ของการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปเพื่ออะไรกันเล่า? ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและอย่างรวดเร็ว อะไรคือเป้าหมายของการตอบสนองด้วยความอยาก ด้วยความยึดติดถือมั่น? เมื่อสิ่งเหล่านี้ย่อมหายไป แม้ความเกลียดชัง มันก็จะดับไปหายไป

คนที่โกรธมากๆ หรือ คนที่เต็มไปด้วยราคะตัณหา เต็มไปด้วยความกลัว ความหงุดหงิดรำคาญใจ เต็มไปด้วยตัวกู เมื่อพวกเขาหันมาสังเกตความรู้สึกทางร่างกายอย่างต่อเนื่อง อุปนิสัยทั้งหมดของพวกเขาจะเปลี่ยนไป

หมายถึงว่า วัตถุอันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกตัวได้หายไป คงเหลือแต่การทำความรู้สึกตัวในความรู้สึกตัวเพียงเท่านั้น?

ถูกต้อง แต่เมื่อผมพูดว่า ผมมีสติรู้ตัวอยู่กับวัตถุชิ้นนี้ และ “ตัวผม” อยู่ที่นั่น “ตัวผม” รู้สึกตัวอยู่กับสิ่งนี้ อันนี้คือความเป็นของคู่ (ทวิลักษณ์) เมื่อคุณดูต่อไปอย่างช้า ๆ “ตัวผม” ก็จะหายไป สิ่งต่าง ๆ เพียงแต่เกิดขึ้น และส่วนที่ทำหน้าที่รู้ก็จะรับรู้ ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้

 

อันนี้เหมือนกับสิ่งที่ครูบาอาจารย์บางท่านเรียกว่า “การใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยม” ใช่หรือไม่?

ใช่แล้ว นี่คือ “การใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยม”

 

เมื่อไรถึงจะไม่มีวัตถุที่ถูกสังเกต?

วัตถุนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งที่เป็นวัตถุที่ตั้งในชั่วขณะนี้อาจจะไม่เป็นวัตถุในขณะต่อไป สิ่งต่าง ๆ ปรากฏตัวจากขณะหนึ่งสู่ขณะหนึ่งอย่างแจ่มชัด และเมื่อมีความรู้สึกตัวอยู่ คุณก็ไม่ต้องไปมีปฏิกิริยาตอบสนองกับมัน พูดกันว่าตัววัตถุ, ตัวความรู้สึกนี้น่าพึงพอใจยิ่งนัก อุปนิสัยเดิมของเราเมื่อสัมผัสกับความรู้สึกนี้ เราก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง “อา…ยอดไปเลย ฉันต้องทำต่อ ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้” เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่าไม่ได้สักแต่ว่ารู้สึกตัวอยู่ แต่ถ้าคุณดูต่อไปอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม, ขอผมดูหน่อยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกอันนี้ก็จะเปลี่ยนไป คุณเพียงแต่สังเกตพิจารณาถึงธรรมชาติอันเปลี่ยนแปลง ของความรู้สึกทางกายภาพอันนั้น จะเป็นความรู้สึกวันนี้ หรือความรู้สึกวันไหน, ก็ไม่ต่างกัน

 

ไม่ทราบว่า คุณเคลื่อนไปถึงระดับความรู้สึกตัว ชนิดที่ไม่มีจิตสำนึกแบบตัวตนอย่างสิ้นเชิง แล้วหรือยัง?

นั่นเป็นขั้นที่สูงมากเป็นขั้นพระนิพพาน ตราบใดที่เรายังอยู่ในขอบเขตของรูปและนาม ความรู้สึกทางกายภาพนี้ก็ยังคงอยู่ แต่มันก็จะค่อย ๆ ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะอยู่เหนือความรู้สึกตัวนี้?

เป็นไปได้แน่นอน แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้าคุณเอาแต่ครุ่นคิดถึงมัน, มันก็เป็นได้แค่จินตนาการเท่านั้น วิธีการทั้งหมดนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับจินตนาการ ขอแค่อยู่กับปัจจุบันแต่ละขณะ ๆ อย่างที่มันเป็นเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคุณก็จะอยู่กับความคิดว่า “นิพพาน, นิพพานเป็นอย่างนี้ ฉันต้อง…” นี่แสดงว่าคุณไม่ได้ประสบกับภาวะแห่งนิพพาน แต่คุณได้ยินเกี่ยวกับพระนิพพาน คุณเพียงแค่คิดหาเหตุผลเกี่ยวกับนิพพาน หรือไม่ก็อ่อนไหวไปตามอารมณ์เกี่ยวกับพระนิพพาน คุณไม่ได้รู้ว่าอะไรคือพระนิพพาน ดังนั้น คุณต้องเปิดทางให้พระนิพพานได้เข้ามา ทุก ๆ ขณะนั้นเป็นพระนิพพานสำหรับคุณ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นขอให้คุณสังเกตพิจารณา เดี๋ยวนี้ มันกำลังผ่านไป, เดี๋ยวนี้ มันกำลังเกิดขึ้น รู้สึกตัวอย่างเต็มเปี่ยม สิ่งนี้จะนำคุณไปสู่ขั้นที่ไม่มีความรู้สึกทางกายภาพใด ๆ อีกต่อไป, นั่นคือ อยู่เหนือรูปและนาม ความรู้สึก (เวทนา) ทั้งหลายเกิดขึ้นเมื่อมีรูปและนาม และเมื่อไม่มีรูป, ไม่มีนาม ก็ย่อมไม่มีขอบเขต ไม่มีการผ่านไป ไม่มีเวทนา แต่เราจินตนาการเอาไม่ได้ ทันทีที่คุณเริ่มจินตนาการมันก็จะกลายเป็นปรัชญา

 


วิธีการทั้งหมดนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับจินตนาการ ขอแค่อยู่กับปัจจุบันแต่ละขณะ ๆ อย่างที่มันเป็นเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคุณก็จะอยู่กับความคิดว่า “นิพพาน, นิพพานเป็นอย่างนี้ ฉันต้อง…” นี่แสดงว่าคุณไม่ได้ประสบกับภาวะแห่งนิพพาน แต่คุณได้ยินเกี่ยวกับพระนิพพาน คุณเพียงแค่คิดหาเหตุผลเกี่ยวกับนิพพาน หรือไม่ก็อ่อนไหวไปตามอารมณ์เกี่ยวกับพระนิพพาน คุณไม่ได้รู้ว่าอะไรคือพระนิพพาน

ดังนั้น คุณต้องเปิดทางให้พระนิพพานได้เข้ามา ทุก ๆ ขณะนั้นเป็นพระนิพพานสำหรับคุณ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นขอให้คุณสังเกตพิจารณา

 

คุณเข้าใจว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าใช่ไหมคะ?

ใช่ ถ้าหากการใส่ใจที่เหมาะสมไม่ได้เกิดขึ้นกับความรู้สึกทั้งหลาย ก็เท่ากับว่าเรายังไม่ได้เข้าถึงระดับลึกที่สุดของจิตใจ ในระดับจิตในขั้นลึกที่สุด ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นั้น, จิตในขั้นนี้จะสัมผัสกับความรู้สึกทางร่างกายอยู่เสมอ และเราจะพบสิ่งนี้ได้ก็โดยประสบการณ์

 

Mr. & Mrs. S.N. Goenka  บทบาทในฐานะเป็นครูบาอาจารย์ของคุณเป็นอย่างไร?

ครู ย่อมมีความรัก ความกรุณา เมื่อมองเห็นผู้คนกำลังเป็นทุกข์ ก็ต้องบอกหนทางให้ แต่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนต้องเดินไปตามเส้นทาง ไม่มีความวิเศษอัศจรรย์ใด ๆ เกี่ยวกับครู เป็นไปไม่ได้ ทั้งหมดที่ครูต้องทำก็คือชี้ทาง นี่คือ บทบาทเพียงอย่างเดียวของครู ไม่มีอย่างอื่นอีก

 

คุณสร้างองค์กรไว้ทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าคุณยังไม่มีทายาทผู้สืบทอดทางธรรมเลย?

มีศูนย์ปฏิบัติธรรมหลายศูนย์กำลังเกิดขึ้น และหากมีการคัดเลือกใครสักคนมาเป็นผู้สืบทอดทางธรรมจะไปส่งผลสะเทือนต่อความบริสุทธิ์เข้า พระพุทธองค์ไม่เคยทรงคัดเลือกใครมาเป็นผู้สืบทอด ผมเป็นใครกันที่จะทำเช่นนั้น? บรรดาครูอาจารย์กว่าห้าหกร้อยคนที่ผมฝึกฝนมา พวกเขาจะดำเนินการกันต่อไป แม้ผมไม่อยู่พวกเขาก็ยังทำต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะเขาเหล่านี้ศรัทธาในตัวครู แต่เพราะพวกเขาศรัทธาในวิธีการซึ่งส่งผลต่อพวกเขา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะเหลืออยู่ มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าตราบใดที่ “คุรุ” ยังอยู่ พวกคุณก็ได้รับประโยชน์ เมื่อไม่มี “คุรุ” ทุกอย่างก็จบสิ้น อย่างนี้มันเป็นลัทธิบูชาตัวบุคคล ส่วนเทคนิควิธีการยิ่งใหญ่กว่านั้น มันจะรอดและมีชีวิต อย่ากังวลไปเลย (หัวเราะ) ผมมั่นใจมากว่ามันจะคงอยู่ต่อไป

 

ดิฉันต้องการถามเกี่ยวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ (อเมริกา) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหน่วยงานของคุณ ที่ได้รับการรายงานว่า ปฏิเสธพวกรักร่วมเพศเข้าร่วมในการอบรมสมาธิภาวนาขั้นสูง

ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงเริ่มมีการให้ข่าวนี้ ซึ่งผมขอบอกอย่างมั่นใจมากว่า เป็นข่าวที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง เราไม่เคยมีการแบ่งแยกประเภทบุคคลใด ๆ มันเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง แต่แน่ล่ะ เมื่อคุณเข้าอบรมในคอร์สที่สูงขึ้นไป เป็นคอร์ส ๒๐ วัน, ๓๐ วัน หรือคอร์ส ๔๐ วัน ซึ่งเป็นคอร์สผ่าตัดจิตใจอย่างลึกซึ้ง เป็นศัลยกรรมทางจิต ปมซับซ้อนที่หยั่งรากลึกในใจจะเริ่มโผล่ขึ้นมาบนพื้นผิว ดังนั้น ผู้เข้าอบรมแต่ละคนจะต้องมีความสะดวกในเรื่องของความเป็นส่วนตัว เป็นสถานที่ที่ปราศจากสิ่งดึงดูดใจหรือวัตถุแห่งกาม หากใครสักคนเกิดมีความกำหนัดขึ้น และวัตถุแห่งความกำหนัดก็พร้อมอยู่ที่นั่นตลอดเวลา มันก็จะก่อให้เกิดความยุ่งยากขึ้นได้ง่าย ๆ ความยุ่งยากต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมอแม้ในคอร์ส ๑๐ วันก็ตาม เป็นเรื่องที่คุณจะต้องระวังให้มาก

ผมไม่รู้ว่าสิ่งผิดพลาดเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในประเทศนี้และในยุโรปก็มีครูอาจารย์ที่เป็นเลสเบี้ยน และที่เป็นโฮโมเซ็กช่วล (คนรักร่วมเพศ) ในที่ ๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ผมก็สอนพวกเขา เมื่อพวกเขามาที่ศูนย์อบรมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากพอ และอย่างที่พวกเขาพากันพูดว่า “ฉันถูกปฏิเสธจากที่นั่น” ดังนั้น พวกเขาจึงเขียนจดหมายและพูดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีต่อคำสอน พวกเขาไม่เข้าใจ แล้วสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พวกเราหยิบยื่นให้เขาล่ะ? อาจจะมีคนสักหนึ่งหรือสองคนที่เริ่มบ่นเนื่องจากพวกเขาโดนปฏิเสธและคงมีสาเหตุอื่น ๆ ด้วยที่ถูกปฏิเสธ ผมเคยปฏิเสธแม้คนที่ไม่ใช่โฮโมเซ็กช่วลหรือเลสเบี้ยนมาแล้ว เหตุผลก็เนื่องจาก ณ ขณะนั้น คน ๆ นั้นไม่เหมาะสมที่จะผ่านกระบวนการขั้นสูงเช่นนั้น แม้แต่เป็นเศรษฐีร้อยล้าน หรือเคยมีเศรษฐีพันล้านที่เคยทุ่มอย่างหนักเพื่อขอเข้าคอร์สระยะยาว แต่ผมก็ไม่ทำให้เขา ผมบอกว่า ไม่ คุณยังไม่เหมาะที่จะเข้า

 

มีความสงสัยอยู่บ้างว่า ความคิดที่ไม่อนุญาตให้คนเหล่านี้ฝึกคอร์สระยะยาวก็คือ คนเหล่านี้อาจจะไปทำอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมเข้า

ไม่ ไม่ ไม่! ใคร ๆ ก็ทำผิดพลาดหรือทำไม่ถูกทางได้ ถ้าเราจะแยกพวกเขาออกมานั่นก็เพื่อผลดีแก่พวกเขา ไม่ใช่เพื่อการแบ่งแยกหรือการประณามกล่าวโทษ “โอ คุณเป็นคนไม่ดี ดังนั้น ผมจึงแยกคุณออกไป” เราทำเพื่อคนทุกคน


จริงหรือที่ว่า กลุ่มคนรักร่วมเพศ ต้องประกาศเลิกแนวพฤติกรรมทางเพศของตัวเองเสียก่อน เพื่อจะสามารถร่วมคอร์สระยะยาวได้?

ผิดอย่างสิ้นเชิง แน่ล่ะที่เราจะขอตรวจสอบทุกคนไม่ว่าจะเป็นเลสเบี้ยน (กลุ่มหญิงรักหญิง) หรือไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักร่วมเพศหรือไม่ได้เป็น ถ้าคุณยังเต็มไปด้วยตัณหา ราคะ และคุณไม่สามารถควบคุมตัวคุณได้ คุณก็ไม่สามารถเข้าร่วมทำการผ่าตัดทางจิตชนิดที่ลึกลงไป รอไปก่อนสักพัก เข้าคอร์สอื่น ๆ ไปก่อนสัก ๒–๓ ครั้ง นี่คือสิ่งที่เราบอกกับทุกคนที่เข้ามา ไม่ใช่เฉพาะกับบางคนที่เป็นกลุ่มคนรักร่วมเพศเท่านั้น

 

ปัจจุบันในประเทศนี้ การถือปฏิบัติตามรูปแบบประเพณี เช่น การแบ่งแยกในเรื่องชาย–หญิง หรือการแบ่งแยกในประเด็นอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเบ้าหลอมวัฒนธรรมของเรา ครูบาอาจารย์บางท่านก็ตอบรับความท้าทายอันนี้ แต่หลายท่านก็ยังพะวงอยู่กับ การรักษาความบริสุทธิ์ของสายขนบประเพณีอันหลากหลาย คุณนับเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ในการถือทัศนคติอันเคร่งครัด ต่อการรักษาความสมบูรณ์ของแต่ละสายปฏิบัติเอาไว้…

ที่สุดแล้วคุณต้องตัดสินเอาอันใดอันหนึ่ง คุณต้องการหาน้ำ คุณขุดลงไป ๑๐ ฟุต เมื่อไม่ได้น้ำ คุณก็ขุดต่ออีก ๑๐ ฟุต คุณยังคงขุดต่อไปในที่อื่น ๆ สักวันหนึ่งคุณต้องแน่ใจว่า ฉันจะต้องพบน้ำที่นี่, จากนั้นก็ขุดลงไป ผมไม่เคยพูดว่า จงอยู่กับผมที่นี่ต่อไปเท่านั้น คุณลองดูสิ และทางไหนก็ตามที่มันสอดคล้องไปกันได้กับอุดมการณ์ของคุณ กับความคิดของคุณมากกว่า ก็ทำต่อไป ผมไม่ว่าอะไร

 

อีกตัวอย่างหนึ่งของสายประเพณี ที่มาในลักษณะเดียวกัน ก็คือ การประชุมสุดยอดสันติภาพโลก ที่คุณได้เข้าร่วมที่สำนักงานสหประชาชาติจัดขึ้นในสัปดาห์นี้นั้น เป็นการนำเอาผู้นำทางศาสนาของโลก มาร่วมทำคำประกาศเพื่อตั้งปณิธานในการจรรโลงสันติภาพโลกให้เกิดขึ้น มุมมองของคุณตรงนี้เป็นอย่างไร? มีเหตุปัจจัยทางบวกบ้างมั้ย? เมื่อเราหันไปดูทวีปเอเชีย เราเห็นประเทศพม่า ศรีลังกา ความทุกข์ความรุนแรงที่เห็นในประเทศที่ประชาชนนับถือพุทธเหล่านี้ เราจะใช้การปฏิบัติของเราเพื่อเข้าถึงสันติภาพได้อย่างไร?

หลายศตวรรษแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่เคยมีเหตุการณ์แม้แต่เหตุการณ์เดียว ที่สาวกของพระองค์จะเข้าไปพัวพันกับการนองเลือดในนามของการเผยแผ่คำสอน ที่ไหนก็ตามที่คำสอนของพระพุทธเจ้าแผ่ไปถึง ก็จะไปด้วยความรักและความกรุณา ขนบประเพณีเหล่านี้กำลังบอกว่า นี่คือมรรควิธีที่ไม่สนับสนุนความรุนแรงและการนองเลือด

ตอนนี้เรามาถึงการประชุมแห่งสหัสวรรษซึ่งกำลังดำเนินอยู่ ตามคำสอนของพระพุทธองค์และศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ รวมทั้งความเป็นจริงที่เราเผชิญหน้าอยู่ นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราต้องการสันติภาพในสังคมมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคนจะเป็นชาวพุทธหรือไม่ก็ตามต่างก็ต้องการสิ่งนี้ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นในสังคมทุกข์ได้อย่างไร หากปัจเจกบุคคลแต่ละคนปราศจากสันติภาพ? ถ้าปัจเจกบุคคลต่างเดือดพล่าน เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ก็ย่อมไม่มีสันติภาพ แล้วคุณจะมาคาดหวังสังคมทั้งสังคมให้มีสันติภาพละหรือ? สำหรับผมมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ฟังดูไม่เป็นตรรกะเอาเสียเลย

 Mr. & Mrs. S.N. Goenka on dhamma Tour of USA.

จะเป็นประโยชน์ไหม หากเราไม่ต้องใช้คำ “พุทธศาสนา” เพื่อว่าสิ่งนี้จะได้กลายเป็นสมบัติของคนทุกคน?

มีคำอยู่ ๒ คำ ที่ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้ในรอบ ๓๑ ปีมานี้ ๓๑ ปีตั้งแต่ผมเริ่มเปิดการสอนอบรม ผมปฏิเสธที่จะใช้คำว่า “พุทธศาสนา” ผมไม่เคยใช้คำว่า “ศาสนา” กับเรื่องที่คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวโยงไปถึง

สำหรับผมแล้ว พระพุทธองค์ไม่เคยก่อตั้งสถาบันศาสนา พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนพุทธศาสนา พระองค์ไม่เคยทำให้ใครเป็นพุทธศาสนิกชนแม้แต่คนเดียว

คนทุกคนจะเห็นพ้องกันว่า ศาสนาทุกศาสนาในโลกต่างก็มีองค์ประกอบทั่วไป ซึ่งผมขอเรียกว่า แก่นสารภายในของศาสนา กล่าวคือ ศีลธรรม การเป็นนายเหนือจิตใจ และการทำชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

ดังนั้น ผมจึงขอบอกว่านี่คือแก่น เป็นแก่นอันดีงามของทุก ๆ ศาสนา และนอกจากนี้ก็ยังมีเปลือกนอก เปลือกนอกอันนี้ผลจะแตกต่างกันในแต่ละศาสนา จะปล่อยให้ทุกคนมีความสุขกับพิธีกรรม และประเพณีของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ควรหลงลืมแก่นที่อยู่ภายใน ถ้าเขาเหล่านี้ละเลยแก่นสารภายในและยังคงบอกว่า ฉันเป็นศาสนิกชนเพราะว่าฉันทำพิธีกรรมมาตลอด เช่นนี้แล้วก็เท่ากับว่า เขากำลังหลอกลวงตัวเอง และหลอกคนอื่น ๆ ด้วย



ตามความเข้าใจต่อสันติภาพภายในในความหมายนี้ ในวัฒนธรรมนี้ก็ยังคงมีความกลัวอันหนึ่งก็คือ คนที่มีสันติภาพอย่างยิ่งก็คือคนที่ใกล้ความตายน้อย ๆ เข้าไปแล้ว เราต่างก็ต้องการสันติภาพ แต่เราจินตนาการไม่ได้ว่า เราจะช่วยโลกให้รอดได้อย่างไร ในความหมายเชิงระบบนิเวศโดยปราศจากความขึ้งโกรธ เราต้องติดต่อสัมพันธ์กับสรรพชีวิตด้วยกิเลสประเภทต่าง ๆ อยู่ดี

ผมตระหนักในข้อนี้ ผมไม่ได้เห็นแย้ง ผู้คนไม่ยอมเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น มีคนมาทำร้ายผม และผมบอกเขาว่า “ผมเป็นนักวิปัสสนา เช่นเดียวกับพืชผัก เข้ามาเลย เข้ามาเชือดผมเลย” … นี่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เราสามารถจะแสดงออกถึงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นที่สุดในสถานการณ์ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทางกายกรรมหรือวจีกรรม

แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้น เราต้องตรวจสอบตัวเราเองเสียก่อนทั้งในระดับร่างกาย ความรู้สึก และจิตใจ ถ้าผมพบว่าจิตใจของผมเป็นกลางเต็มที่ ผมไม่มีความโกรธต่อคนผู้นี้ ผมมีความรักต่อคนผู้นี้ แต่เนื่องจากเขาคนนี้ ไม่ยอมเข้าใจถ้อยคำอันนุ่มนวล ผมก็ต้องใช้ถ้อยคำแบบแรง ๆ เขาไม่เข้าใจ การกระทำแบบอ่อนโยน ผมก็ต้องใช้การกระทำแบบหยาบคาย ในความใส่ใจของเขาและเธอ ความรักย่อมมีอยู่ ความกรุณาย่อมมีอยู่ แต่ถ้าหากมีความโกรธเข้ามาแทน ผมก็ต้องเป็นทุกข์ คนทุกข์จะไปช่วยคนทุกข์อีกคนหนึ่งได้อย่างไร?

 

คำถามนี้ต้องการคำตอบที่แจ่มชัดมาก เพราะว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น คำถามที่ว่าหากคุณไม่โมโหแล้วคุณจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร? หากเราไม่โกรธแล้วเราจะประสบความสำเร็จในด้านนั้นด้านนี้ได้อย่างไร อันนี้ก็เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มิได้ใช้ชีวิตในลักษณะที่เป็นกลาง ไม่ลำเอียง แต่กลับยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น คนเรามักรู้สึกว่าด้วยการยึดมั่นเท่านั้นจึงสามารถบรรลุเป้าหมาย แต่เมื่อพวกเขาเข้าใจและหันมาปฏิบัติ ก็จะเห็นว่าบุคคลที่ไม่ยึดติดถือมั่นต่างหากที่ประสบความสำเร็จมากกว่า ในการไปให้ถึงเป้าหมาย นี่ก็เพราะสภาพจิตใจยังสงบอย่างยิ่ง แจ่มชัดอย่างยิ่ง และไม่ว่าปัญหาใดจะเกิดขึ้น คุณก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้อง

 

 

ถ้าเป็นอย่างนี้ รัฐบาลก็จะเสนอให้การทำวิปัสสนาเข้าไปอยู่ในหลักสูตรโรงเรียนตำรวจ แม้แต่นักโทษหรืออาชญากรรมรุนแรงทั้งหลายก็จะเปลี่ยนไป ทุกรัฐบาลต้องการให้นักโทษเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อมาอยู่ในคุก แต่แทนที่จะเป็นเช่นนี้ กลับเป็นว่าเรามีกรมราชทัณฑ์ ไว้เป็นที่สำหรับอภิปรายเรื่องประเภทของอาชญากรรม และคุณก่ออาชญากรรมขึ้นได้อย่างไร พวกเขาเรียนรู้เพิ่มขึ้นมากมาย และผลออกมาก็คืออาชญากรรมที่ใหญ่โตยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้ ด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และนี่ไม่ใช่เกิดโดยการพูดบรรยายพระสูตร หรือโดยการสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธองค์ แต่เกิดโดยเทคนิควิธีการ กล่าวคือ เมื่อพวกเขาเริ่มสังเกตพิจารณา (ตัวเอง) การอาศัยอยู่ในเรือนจำ คนเหล่านี้เต็มไปด้วยโทสะ มีพยานให้ผมพบเห็นนับจำนวนไม่ถ้วน เมื่อกูออกไป กูจะฆ่ามึง! นี่คือการล้างแค้น แต่เมื่อพวกเขาหันมาสังเกตพิจารณา “โอ…ฉันกำลังทำอะไรอยู่หรือนี่? ฉันกำลังเผาลนตัวเอง” ความโกรธก็จะหายไป โดยวิธีอื่น ๆ คนผู้นี้ก็จะก่อความรุนแรงเพิ่มมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่เดี๋ยวนี้เขาทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และกลายเป็นคนกระตือรือร้นอย่างยิ่ง อาชญกรที่กระทำอาชญากรรมร้ายแรงจำนวนมากเมื่อพ้นโทษออกมา พวกเขาได้งานทำที่นั่นที่นี่ และพวกเขาไม่ต้องการกลับไปเหมือนเดิมอีก

 

คุณคิดว่าในสังคมชาวพุทธ ซึ่งความรุนแรงเห็นได้อย่างกลาดเกลื่อนอยู่ในตอนนี้ ผู้คนทำหน้าที่ด้วยการไม่ยึดติดถือมั่นหรือเปล่า?

ถ้าใครบางคนมาบอกว่า เขาเป็นชาวพุทธ และทั้งหมดที่เขาทำก็คือแค่นี้ ผมก็จะบอกว่า คุณเป็นได้แค่ผู้ศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่คุณไม่ได้เป็นสาวกของพระองค์ ซึ่งแตกต่างกันมาก คุณมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธเจ้า คุณพร่ำพูดว่า “พระพุทธองค์ โอ พระพุทธองค์ ผู้เลิศประเสริฐแท้” แต่คุณไม่ได้ปฏิบัติฝึกฝน ไม่ว่าเราจะเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน เป็นฮินดู หรือมุสลิม ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย สาวกของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนคนที่เอาแต่เรียกตนเองว่าชาวพุทธ ไม่เห็นว่าจะใช้ชีวิตเยี่ยงพุทธแต่อย่างใด นี่คือเหตุผลว่า ทำไม ผมจึงไม่ใช้คำว่า “ชาวพุทธ” หรือ “พุทธศาสนา” พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนลัทธิหรือศาสนาใด ๆ ในพุทธพจน์ทั้งหมด รวมทั้งอรรถกถาทั้งหลาย ซึ่งรวมแล้วหลายพันหน้ากระดาษ ไม่เห็นมีคำว่า “พุทธศาสนา” คำทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นภายหลังเมื่อคำสอนของพระองค์เริ่มลงหลักปักฐานแล้ว ผมไม่รู้ว่าเริ่มมีการเรียกสิ่งนี้ว่า “พุทธศาสนา” ตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไร แต่ทันทีที่คำเรียกนี้เกิดขึ้น มันได้ลดทอนคุณค่าคำสอนของพระพุทธองค์ลงไป สิ่งเหล่านี้เคยเป็นคำสอนสากล แต่คำเรียกเหล่านี้ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นลัทธินิกายศาสนา ราวกับจะบอกว่า พุทธศาสนามีไว้เพื่อชาวพุทธเพียงเท่านั้น เช่นเดียวกับศาสนาฮินดูก็เพื่อชาวฮินดู ศาสนาอิสลามก็มีไว้เพื่อคนมุสลิมเท่านั้น แต่ธรรมะนั้นมีไว้เพื่อมนุษย์ทุกคน.

 

คัดลอกมาจาก :: http://www.vri.dhamma.org/







Copyright © 2006 - 2015 All Rights Reserved.

ThaiTaxINFO.com : Center Of Thailand Accounting and Tax Business INFOrmation



web metrics